การเลือกงานให้เหมาะกับตัวเองเป็นเรื่องไม่ยาก งานในปัจจุบันมีไม่น้อย คนที่เหมาะกับงานก็มีไม่น้อย ส่วนใหญ่แล้วเรามักเลือกงานที่มีรายได้สูงสุด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่การเลือกงานที่ดีนั้น งานนั้นจะต้องทำแล้วสนุก และมีความสุข เป็นงานที่พึงพิงได้ในระยะยาว งานในปัจจุบันนั้นสามารถหาได้จากเว็บต่างๆมากมายนับสิบเว็บ มีงานมากมายนับหมื่นตำแหน่ง บางตำแหน่งก็ต้องการคุณสมบัติพิเศษ บางตำแหน่งก็ไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับงานที่ทำนั้น แต่การจะรู้ได้อย่างไรว่างานที่เลือกนั้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องยากไม่น้อย
ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราฉนัดอะไร บางคนสามารถทำงานที่ต้องใช้ความอดทนได้ แต่ว่าไม่ชอบคำนวน บางคนก็ตรงกันข้ามชอบงานคำนวนแต่ไม่ชอบงานที่ต้องแรงงาน ซึ่งอันนี้เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่าเราชอบแบบไหน ซึ่งหากถามว่าแบ่งเป็นอะไรได้บ้าง ก็คงแบ่งได้ตามคุณสมบัติได้ดังนี้
- งานที่ต้องใช้ความอดทน
- งานที่ต้องใช้ความคิด
- งานที่ต้องใช้ความปราณีต
- งานที่ต้องใช้ความเร็ว
- งานที่ต้องใช้ความกล้าตัดสินใจ
- งานที่ต้องใช้ความชำนาญเส้นทาง
- งานที่ต้องใช้ความกล้า
- งานที่ต้องใช้ความเอาอกเอาใจ
- งานที่ต้องใช้ความรู้
คงเห็นแล้วว่าในแต่ละคุณสมบัตินั้นมีงานเฉพาะที่รออยู่ หากเราเอาคุณสมบัติอีกงานหนึ่งไปทำอีกงานหนึ่งก็สำเร็จไม่ดีเท่า ยกตัวอย่างเช่น เอาแรงงานก่อสร้างไปทำวิจัยเกี่ยวกับไวรัส หรือเอาหมอไปแบกกระสอบทราย หลายๆท่านอาจหัวเราะ ที่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น คงไม่มีหมอคนไหนอยากลองยกกระสอบข้าวหรอก แต่ก็ไม่แน่ ขึ้นชื่อว่าคนแล้ว อะไรที่เราคิดว่าไม่น่าเป็นก็มีให้เห็นมามากแล้ว
หลังจากที่เราทราบว่าเราชอบทำงานแบบไหน ก็ต้องสำรวจดูว่างานแบบนั้นมีอาชีพอะไรบ้าง เช่นงานที่ใช้ความกล้าตัดสินใจ เ่ช่นหมอผ่าตัด คนกลัวเลือดคงต้องเลี่ยง ในบางอาชีพนั้นอาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งคุณสมบัติ ซึ่งก็เห็นได้ทั่วไป หลังจากที่สำรวจแล้วลองให้คะแนนแต่ละอาชีพว่า เราอยากเป็นอะไร อาจให้จาก 1-10 ก็ได้จะได้ง่าย การเลือกนั้นอย่าได้เรียงดับโดยอาศัยมุมมองจากคนอื่น เพราะว่าหากเป็นอย่างนั้น แม้ว่าคนจะมองว่าดี แต่หากตัวเองเป็นทุกข์แล้วก็ไม่สมควร
เมื่อเราได้อาชีพจาก 1-10 แล้วให้ลองแจกแจงแต่ละอาชีพว่าต้องใช้คุณสมบัติอะไรบ้าง ไม่ต้องคิดคำนึกว่าเราเหมาะด้านไหน ให้แจกแจงตามความจริง อาจต้องใช้เวลามากหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าคุ้ม เพื่อนๆบางคนคงรู้แล้วสินะว่าแจกแจงเพื่ออะไร เพื่อให้เราย้อนกลับมาดูว่าเรามีคุณสมบัติ พอที่จะเป็นอาชีพนั้นหรือไม่นั้นเอง เพราะว่าหากแม้ว่าเราจะมองว่าคุณสมบัติเราเหมาะบางด้านของอาชีพนั้น แต่เราอาจไม่ได้คำนึงว่าอาชีพนั้นมีคุณสมบัติิอะไรอีกที่เราไม่มี หากเรามีคุณสมบัติไม่ครบนั้นก็ไม่แปลก ให้ลองดูว่าเราขาดอะไรอีกในหัวข้อต่างๆที่เราได้แจกแจง มีข้อแนะนำเพิ่มว่าให้เขียนออกมา อย่าได้คิดไว้ในใจ หลังจากนั้นให้คิดใหม่อีกทีหนึ่งให้ตัดอาชีพที่เราเห็นว่าคุณสมบัติเรานั้นด้อยกว่าของคนอื่น และเป็นคุณสมบัติที่พัฒนาได้ยาก ให้เราตัดให้เหลือ 5 อาชีพ ก็พอเพราะว่าหากเป็นสิบแล้วจะทำให้เราสับสน และยากต่อการตัดสินใจ
ตอนนี้เราได้มาแล้ว 5 อาชีพ ให้ลองไปถามคนที่ทำอาชีพนั้นๆดูว่างานที่เขาทำเป็นอย่างไร มีโอกาศในการพัฒนามากน้อยแค่ไหน มีความก้าวหน้าอย่างไร มีภัยหรือเรื่องที่ต้องกังวลมากหรือไม่ เพราะว่าในบางครั้งนั้น เราเป็นคนนอก เรามีมุมมองแค่ด้านเดี่ยว เหมือนกับเหรียญที่เราเห็นด้านเดียว เราไม่อาจรับรู้ว่าอีกด้านเป็นอย่างไร และเราก็ไม่ได้มีเวลามากมายที่จะเป็นทุกอย่าง การถามจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด หากไม่กล้าลองให้คนที่รู้จักแนะนำก็ได้ หรือไม่ก็ลองถามจากคนที่สัมภาสษ์งานเรา อย่าได้กลัว การถามถึงเรื่องต่างๆเป็นสิ่งที่ควร ถ้าหากไม่แล้วระวังว่างานที่ได้อาจทำเราตกนรกได้ เมื่อเราได้คำตอบ เราอาจต้องแปลกใจว่าถาม 5 คนตอบไม่เหมือนกันสักคน อันนี้ก็ต้องใช้ความคิดดูว่า คำตอบอันไหนสมเหตุผลที่สุด แล้วทำการเลือกอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นก็เริ่มทำการสมัครงานได้แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าต้องมีคนแอบอมยิ้มแน่นอน สิ่งที่ผมบอกทั้งหมดนี้คือ SWOT นั้นเองซึ่งได้พูดถึงมาก่อนแล้ว แต่แน่นอนว่าคนเราอาจผลาดผลั้งได้ เมื่อเลือกงานแล้วอย่าได้ด่วนตัดสินใจว่างานนั้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ ให้อดทนทำงานนั้นอย่างน้อยก็ครึ่งปี เป็นการเหมาะสมที่สุดเพราะว่าหากน้อยกว่านั้นแล้ว หนึ่งคุณจะถูกมองว่าไม่อดทน ไม่ภักดีต่อองกรณ์ ซึ่งระยะเวลานี้ให้ลองคิดดูว่าเราทำอะไรผลาด อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจเลือก เพราะว่าผลนั้น เราไ่ม่พอใจ ก็ตั้องกับไปดูว่าปัจจัยอะไรที่เราใช้ในการตัดสินนั้นไม่เหมาะสม เพื่อนๆผมคงอมยิ้มอีกละสิ อันที่จริงแล้วเรื่องการตรวจสอบความคิดคือ ไคเซ็น นั้นเอง
|